วางแผนภาษี

เงินเดือนเจ้าของบริษัทเท่าไหร่ดี? เทียบ 2 เคสจริง พร้อมตัวเลขเงินเข้ากระเป๋า

เขียนโดย — Founder & CEO | นักบัญชีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี · ประสบการณ์ด้านบัญชีกว่า 20 ปี เชี่ยวชาญด้านภาษี การวางระบบบัญชี และการดูแลบัญชีสำหรับธุรกิจออนไลน์

เจ้าของบริษัทสองคน รายได้ต่างกัน 5 เท่า แต่คนที่รายได้น้อยกว่ากลับเสียภาษีมากกว่า — เพราะโครงสร้างค่าตอบแทนที่วางไว้ต่างกัน

เงินเดือนเจ้าของบริษัทเท่าไหร่ดี?

ไม่มีตัวเลขที่ "ถูกต้อง" สำหรับทุกคน ตัวเลขที่ใช่ขึ้นอยู่กับ 2 อย่าง คือภาระรายเดือนของคุณ และรายการลดหย่อนที่คุณมีอยู่จริง

เจ้าของที่มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เลี้ยงลูกหลายคน ควรตั้งเงินเดือนสูงพอให้ใช้ชีวิตได้ โดยไม่ต้องดึงเงินจากบริษัทแบบไม่มีเอกสาร ส่วนคนที่ไม่มีภาระมาก อาจตั้งเงินเดือนต่ำแล้วรอรับเงินปันผลปีละครั้ง ซึ่งบางกรณีได้ภาษีคืนหลักแสน


คำถามที่ทำให้เจ้าของกิจการหลายคนสะดุด

สมมติมีเจ้าของบริษัท 2 คน คนแรกบริษัทรายได้ปีละ 20 ล้าน คนที่สองรายได้ปีละ 100 ล้าน

ใครเสียภาษีส่วนตัวมากกว่ากัน?

คำตอบคือ คนแรก ทั้งที่บริษัทเล็กกว่า 5 เท่า และคนที่สองไม่เพียงไม่ต้องจ่าย แต่ยัง ได้ภาษีคืนเกินแสน

เรื่องนี้ไม่ใช่ช่องโหว่ ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี ทั้งสองคนทำถูกต้องตามกฎหมาย ต่างกันแค่ โครงสร้างค่าตอบแทนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น


เคส A: เงินเดือน 100,000 บาท เลือกความมั่นคง

ธุรกิจบริการ รายได้ 20 ล้านต่อปี เจ้าของอายุ 40 ปี ใช้ทักษะตัวเองให้บริการลูกค้าเต็มเวลา มีภรรยา ลูก 3 คน ดูแลพ่อแม่สูงอายุ ผ่อนบ้าน มีประกันชีวิต

เงินเดือน 100,000 บาท สำหรับคนที่ทำงานเต็มเวลาและเป็นคนสร้างรายได้หลักให้บริษัท ไม่ถือว่าสูงเกินจริง ข้อนี้สำคัญ เพราะถ้าตั้งเงินเดือนสูงผิดปกติโดยไม่มีเหตุผลรองรับ สรรพากรมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าเป็นรายจ่ายที่สมเหตุสมผลหรือไม่

การคำนวณ (สมมติค่าลดหย่อนรวม 400,000 บาท)

รายการจำนวน (บาท)
เงินได้ทั้งปี (100,000 x 12)1,200,000
หัก ค่าใช้จ่าย (50% สูงสุด 100,000)100,000
หัก ค่าลดหย่อนรวม400,000
เงินได้สุทธิ700,000
ภาษีที่ต้องชำระ57,500

แล้วเงินเข้ากระเป๋าจริงเท่าไหร่?

รายการจำนวน (บาท)
เงินเดือนทั้งปี1,200,000
หัก ประกันสังคม (875 x 12)10,500
หัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา57,500
เงินเข้ากระเป๋าจริงทั้งปี1,132,000
เฉลี่ยต่อเดือน94,333

พูดง่ายๆ คือ จากเงินเดือน 100,000 บาท เหลือใช้จริงเดือนละประมาณ 94,300 บาท และเป็นเงินที่เข้าบัญชีทุกเดือนแน่นอน ใช้ได้ทันที ไม่มีภาระภาษีค้างอยู่ข้างหลัง

ข้อดีของโครงสร้างนี้


เคส B: เงินเดือน 30,000 บาท เลือกรอเงินปันผล

บริษัทรายได้ 100 ล้านต่อปี เจ้าของไม่มีภาระผ่อนหนัก หรือมีรายได้ทางอื่นรองรับอยู่แล้ว จึงเลือกรับเงินเดือนน้อย แล้วรอรับเงินปันผลปีละครั้ง

สมมติบริษัทจ่ายปันผลรวม 3 ล้านบาท เจ้าของถือหุ้นในสัดส่วนที่ได้รับ 1 ล้านบาท

จุดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้: เงินปันผลถูกเก็บภาษีมาแล้ว 2 ชั้น

กฎหมายจึงให้สิทธิ์ เครดิตภาษีเงินปันผล เพื่อไม่ให้เสียซ้ำซ้อน และตรงนี้เองที่ทำให้ได้เงินคืน

การคำนวณ (บริษัทเสียภาษีนิติบุคคล 20% ลดหย่อนรวม 200,000 บาท)

รายการจำนวน (บาท)
เงินเดือน (30,000 x 12)360,000
เงินปันผลที่ได้รับ1,000,000
บวก เครดิตภาษีเงินปันผล250,000
หัก ค่าใช้จ่ายเงินเดือน และค่าลดหย่อน300,000
เงินได้สุทธิ1,310,000
ภาษีตามขั้นบันได192,500
หัก เครดิตภาษีเงินปันผล250,000
หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%100,000
ได้ภาษีคืน157,500

แล้วเงินเข้ากระเป๋าจริงเท่าไหร่?

รายการจำนวน (บาท)
เงินเดือนทั้งปี หัก ประกันสังคม349,500
เงินปันผลที่ได้รับจริง (หลังถูกหัก ณ ที่จ่าย 10%)900,000
บวก ภาษีที่ได้คืนตอนยื่นแบบ157,500
เงินเข้ากระเป๋าจริงทั้งปี1,407,000

แต่ดูให้ลึกกว่านั้น เงินมาคนละจังหวะกัน

เงินสดสม่ำเสมอต่อเดือนเงินก้อนปีละครั้ง
เคส A94,333ไม่มี
เคส B29,1251,057,500

นี่คือหัวใจของเรื่อง เคส B ได้เงินรวมทั้งปีมากกว่าเคส A ถึง 275,000 บาท แต่ระหว่างปีมีเงินใช้เดือนละแค่ 29,000 บาทเท่านั้น

ถ้าคุณผ่อนบ้าน 30,000 ผ่อนรถ 15,000 มีลูก 3 คน โครงสร้างแบบเคส B จะทำให้คุณลำบากทั้งปี แล้วรวยแค่เดือนเดียว

และเงินก้อนนั้นก็ไม่ได้การันตี เพราะบริษัทจะจ่ายปันผลได้ต่อเมื่อมีกำไรสะสมเพียงพอและที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ ปีไหนกำไรไม่ดีหรือต้องเก็บเงินไว้ลงทุน ก็อาจไม่มีปันผล

ต้องระวัง เครดิตภาษีเงินปันผลไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี


เทียบให้เห็นชัด

เคส Aเคส B
รายได้บริษัท20 ล้าน100 ล้าน
เงินเดือนเจ้าของ100,000 ต่อเดือน30,000 ต่อเดือน
กระแสเงินสดรายเดือนสูง แน่นอนต่ำ
ผลทางภาษีส่วนตัวจ่าย 57,500ได้คืน 157,500
เงินเข้ากระเป๋าทั้งปี1,132,0001,407,000
เหมาะกับใครมีภาระผ่อนประจำไม่มีภาระหนัก หรือมีรายได้ทางอื่น

ทั้งสองเคสวางแผนถูกต้อง ไม่มีใครผิด เพราะเป้าหมายต่างกัน


จุดที่เปลี่ยนเกมได้จริง คือค่าลดหย่อน

หลักการง่ายมาก ยิ่งมีรายการลดหย่อนมาก เงินได้สุทธิยิ่งน้อย ภาษีที่ต้องจ่ายยิ่งลดลง

เคส A ที่มีลดหย่อน 400,000 บาท จ่ายภาษี 57,500 บาท แต่ถ้าคนเดียวกันมีลดหย่อนแค่ 100,000 บาท จะต้องจ่ายภาษีประมาณ 115,000 บาท ต่างกันเกือบ 6 หมื่นบาทในปีเดียว

รายการลดหย่อนที่ใช้ได้ ปีภาษี 2569

กลุ่มพื้นฐาน ครอบครัว

รายการสูงสุด (บาท)
ส่วนตัว60,000
คู่สมรสที่ไม่มีรายได้60,000
บุตร คนละ30,000
บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป และเกิดตั้งแต่ปี 2561 คนละ60,000
บิดามารดา อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 คนละ30,000
ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ60,000
ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร60,000 ต่อครรภ์

กลุ่มประกัน กลุ่มที่ปรับได้เร็วที่สุด

รายการสูงสุด (บาท)
ประกันสังคม10,500
ประกันชีวิต100,000
ประกันสุขภาพตนเอง25,000 นับรวมอยู่ในเพดาน 100,000
ประกันสุขภาพบิดามารดาของตนเองและคู่สมรส15,000
ประกันชีวิตคู่สมรสที่ไม่มีรายได้10,000

กลุ่มการออมเพื่อเกษียณ ทุกรายการรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท

รายการสูงสุด (บาท)
ประกันชีวิตแบบบำนาญ15% ของรายได้ และไม่เกิน 200,000
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ PVD15% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000
RMF30% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000
กบข.500,000
กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน500,000
กอช.30,000

กลุ่มกองทุน Thai ESG แยกเพดานจากกลุ่มเกษียณ

รายการสูงสุด (บาท)
TESG และ TESGX เงินลงทุนใหม่30% ของรายได้ และไม่เกิน 300,000
TESGX ที่ย้ายมาจาก LTF เมื่อปี 2568 และมูลค่าเกิน 300,00050,000 ต่อปี ในช่วงปี 2569 ถึง 2572

กลุ่มบริจาค

รายการเงื่อนไข
บริจาคทั่วไปต้องเป็น e-Donation เท่านั้น และไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
บริจาคสถานพยาบาลของทางราชการหักได้ 2 เท่า
บริจาคพรรคการเมือง10,000

กลุ่มอื่นๆ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

รายการสูงสุด (บาท)
ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน100,000
ค่าติดตั้ง Solar rooftop200,000
ลงทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม100,000
ค่าซื้องานศิลปะ100,000
ค่าติดตั้งกล้องวงจรปิดในเขตพัฒนาพิเศษ สำหรับผู้มีเงินได้ 40(5)(6)(7)(8)ตามจริง
ค่าลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับผู้มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8)หักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า

3 ข้อควรจำที่คนพลาดบ่อย


3 ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด

1. ดึงเงินออกจากบริษัทโดยไม่มีเอกสารรองรับ

อาการคือโอนเงินจากบัญชีบริษัทเข้าบัญชีตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ได้ตั้งเป็นเงินเดือน ไม่ได้ทำเป็นเงินกู้กรรมการ ผลที่ตามมาคือบัญชีจะขึ้นเป็นเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการค้างสะสม ซึ่งเป็นรายการที่สรรพากรจับตา และอาจถูกประเมินเป็นเงินได้ของกรรมการย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

2. ตั้งเงินเดือนต่ำเกินจริง ทั้งที่ทำงานเต็มเวลา

เจ้าของที่ลงแรงเต็มที่แต่รับเงินเดือน 15,000 บาท เพื่อเลี่ยงภาษีบุคคล โครงสร้างแบบนี้ดูไม่สมเหตุสมผล ทำให้เสียโอกาสใช้ค่าลดหย่อนที่มีอยู่ และกู้ธนาคารยากขึ้นด้วย

3. ไม่เคยคำนวณเปรียบเทียบเลย

หลายคนใช้ตัวเลขเดิมมา 5 ปี ทั้งที่ภาระชีวิตเปลี่ยน ลูกเกิดเพิ่ม เริ่มผ่อนบ้าน พ่อแม่อายุครบ 60 ทุกเหตุการณ์เหล่านี้เพิ่มค่าลดหย่อน และควรทบทวนโครงสร้างใหม่


แล้วคุณควรวางแบบไหน?

ลองตอบ 3 คำถามนี้กับตัวเอง

ถ้าตอบข้อไหนไม่ได้ หรือตอบแล้วรู้สึกไม่มั่นใจ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาคำนวณจริงจังแล้ว


อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง


คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือนเจ้าของบริษัทตั้งเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัยจากการถูกตรวจสอบ

ไม่มีตัวเลขตายตัว หลักคือต้องสมเหตุสมผลกับหน้าที่และผลงานจริง เจ้าของที่ทำงานเต็มเวลาและเป็นคนหลักในการสร้างรายได้ ตั้งเงินเดือนระดับผู้บริหารในธุรกิจเดียวกันได้ สิ่งที่เสี่ยงคือตั้งสูงผิดปกติโดยไม่ได้ทำงานจริง หรือตั้งแล้วไม่จ่ายจริงตามที่บันทึก

รับเงินปันผลอย่างเดียวโดยไม่รับเงินเดือนเลยได้ไหม

ทำได้ แต่ควรพิจารณาผลข้างเคียง คือไม่มีเอกสารรายได้ประจำสำหรับยื่นกู้ ไม่ได้สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 และเสียโอกาสใช้ค่าลดหย่อนบางรายการที่ผูกกับเงินเดือน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เงินปันผลต้องนำมารวมคำนวณภาษีเสมอไหม

ไม่ต้อง เลือกได้ 2 ทาง คือให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วจบ หรือนำมารวมคำนวณเพื่อใช้เครดิตภาษีเงินปันผล ทางหลังจะได้เปรียบเมื่อฐานภาษีของคุณต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทเสียไป แต่ถ้าเลือกนำมารวม ต้องรวมทุกรายการในปีนั้น

ซื้อประกันหรือกองทุนช่วยลดภาษีได้จริงเท่าไหร่

ลดได้เท่ากับเบี้ยที่ใช้ลดหย่อน คูณ อัตราภาษีขั้นสูงสุดของคุณ เช่น อยู่ฐาน 20% ซื้อประกันบำนาญ 200,000 บาท จะประหยัดภาษีราว 40,000 บาท แต่ต้องดูสภาพคล่องด้วย เพราะเงินก้อนนั้นถูกผูกไว้ตามเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์ และถ้าผิดเงื่อนไขอาจต้องคืนภาษีที่เคยได้ลดหย่อนไป

ปีนี้ยังทันวางแผนไหม ถ้าใกล้สิ้นปีแล้ว

ทันสำหรับค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและกองทุน ซึ่งจ่ายได้ถึง 31 ธันวาคมของปีภาษีนั้น แต่โครงสร้างเงินเดือนต้องวางตั้งแต่ต้นปีและจ่ายจริงทุกเดือน ย้อนหลังไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะปรับโครงสร้าง ควรเริ่มคุยก่อนขึ้นปีบัญชีใหม่


สรุป

อยากรู้ว่าเคสของคุณควรวางแบบไหน? ทักมาคุยกันได้เลย เราคำนวณเปรียบเทียบให้ดูเป็นตัวเลขจริง ทั้งแบบเน้นเงินเดือน แบบเน้นปันผล และแบบผสม พร้อมดูว่าคุณยังมีช่องลดหย่อนเหลือเท่าไหร่ ปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย


หมายเหตุ ตัวเลขในบทความเป็นการคำนวณตามสมมติฐานที่ระบุไว้ในแต่ละเคส เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบ ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับข้อมูลเฉพาะของแต่ละบุคคลและอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทเสียจริง รายการค่าลดหย่อนอ้างอิงปีภาษี 2569 ซึ่งอาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมระหว่างปี ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทุกครั้ง