เงินเดือนเจ้าของบริษัทเท่าไหร่ดี? เทียบ 2 เคสจริง พร้อมตัวเลขเงินเข้ากระเป๋า
เจ้าของบริษัทสองคน รายได้ต่างกัน 5 เท่า แต่คนที่รายได้น้อยกว่ากลับเสียภาษีมากกว่า — เพราะโครงสร้างค่าตอบแทนที่วางไว้ต่างกัน
เงินเดือนเจ้าของบริษัทเท่าไหร่ดี?
ไม่มีตัวเลขที่ "ถูกต้อง" สำหรับทุกคน ตัวเลขที่ใช่ขึ้นอยู่กับ 2 อย่าง คือภาระรายเดือนของคุณ และรายการลดหย่อนที่คุณมีอยู่จริง
เจ้าของที่มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เลี้ยงลูกหลายคน ควรตั้งเงินเดือนสูงพอให้ใช้ชีวิตได้ โดยไม่ต้องดึงเงินจากบริษัทแบบไม่มีเอกสาร ส่วนคนที่ไม่มีภาระมาก อาจตั้งเงินเดือนต่ำแล้วรอรับเงินปันผลปีละครั้ง ซึ่งบางกรณีได้ภาษีคืนหลักแสน
คำถามที่ทำให้เจ้าของกิจการหลายคนสะดุด
สมมติมีเจ้าของบริษัท 2 คน คนแรกบริษัทรายได้ปีละ 20 ล้าน คนที่สองรายได้ปีละ 100 ล้าน
ใครเสียภาษีส่วนตัวมากกว่ากัน?
คำตอบคือ คนแรก ทั้งที่บริษัทเล็กกว่า 5 เท่า และคนที่สองไม่เพียงไม่ต้องจ่าย แต่ยัง ได้ภาษีคืนเกินแสน
เรื่องนี้ไม่ใช่ช่องโหว่ ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี ทั้งสองคนทำถูกต้องตามกฎหมาย ต่างกันแค่ โครงสร้างค่าตอบแทนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
เคส A: เงินเดือน 100,000 บาท เลือกความมั่นคง
ธุรกิจบริการ รายได้ 20 ล้านต่อปี เจ้าของอายุ 40 ปี ใช้ทักษะตัวเองให้บริการลูกค้าเต็มเวลา มีภรรยา ลูก 3 คน ดูแลพ่อแม่สูงอายุ ผ่อนบ้าน มีประกันชีวิต
เงินเดือน 100,000 บาท สำหรับคนที่ทำงานเต็มเวลาและเป็นคนสร้างรายได้หลักให้บริษัท ไม่ถือว่าสูงเกินจริง ข้อนี้สำคัญ เพราะถ้าตั้งเงินเดือนสูงผิดปกติโดยไม่มีเหตุผลรองรับ สรรพากรมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าเป็นรายจ่ายที่สมเหตุสมผลหรือไม่
การคำนวณ (สมมติค่าลดหย่อนรวม 400,000 บาท)
รายการ จำนวน (บาท)
--- ---
เงินได้ทั้งปี (100,000 x 12) 1,200,000
หัก ค่าใช้จ่าย (50% สูงสุด 100,000) 100,000
หัก ค่าลดหย่อนรวม 400,000
เงินได้สุทธิ 700,000
ภาษีที่ต้องชำระ 57,500
แล้วเงินเข้ากระเป๋าจริงเท่าไหร่?
รายการ จำนวน (บาท)
--- ---
เงินเดือนทั้งปี 1,200,000
หัก ประกันสังคม (875 x 12) 10,500
หัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 57,500
เงินเข้ากระเป๋าจริงทั้งปี 1,132,000
เฉลี่ยต่อเดือน 94,333
พูดง่ายๆ คือ จากเงินเดือน 100,000 บาท เหลือใช้จริงเดือนละประมาณ 94,300 บาท และเป็นเงินที่เข้าบัญชีทุกเดือนแน่นอน ใช้ได้ทันที ไม่มีภาระภาษีค้างอยู่ข้างหลัง
ข้อดีของโครงสร้างนี้
- มีรายได้เข้าบัญชีทุกเดือน วางแผนผ่อนบ้าน ผ่อนรถได้แน่นอน
- เงินที่ดึงออกจากบริษัทถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทอย่างถูกต้อง ช่วยลดกำไรที่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล
- เงินสดที่เข้าบัญชีใช้ได้ทันที ไม่ต้องกังวลภาษีย้อนหลัง ข้อนี้มีค่ามากกว่าที่หลายคนคิด
- ยื่นกู้ธนาคารง่าย เพราะมีสลิปเงินเดือนและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายชัดเจน
เคส B: เงินเดือน 30,000 บาท เลือกรอเงินปันผล
บริษัทรายได้ 100 ล้านต่อปี เจ้าของไม่มีภาระผ่อนหนัก หรือมีรายได้ทางอื่นรองรับอยู่แล้ว จึงเลือกรับเงินเดือนน้อย แล้วรอรับเงินปันผลปีละครั้ง
สมมติบริษัทจ่ายปันผลรวม 3 ล้านบาท เจ้าของถือหุ้นในสัดส่วนที่ได้รับ 1 ล้านบาท
จุดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้: เงินปันผลถูกเก็บภาษีมาแล้ว 2 ชั้น
- บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไรก่อนจ่ายปันผล
- ตอนจ่ายปันผล ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10%
กฎหมายจึงให้สิทธิ์ เครดิตภาษีเงินปันผล เพื่อไม่ให้เสียซ้ำซ้อน และตรงนี้เองที่ทำให้ได้เงินคืน
การคำนวณ (บริษัทเสียภาษีนิติบุคคล 20% ลดหย่อนรวม 200,000 บาท)
รายการ จำนวน (บาท)
--- ---
เงินเดือน (30,000 x 12) 360,000
เงินปันผลที่ได้รับ 1,000,000
บวก เครดิตภาษีเงินปันผล 250,000
หัก ค่าใช้จ่ายเงินเดือน และค่าลดหย่อน 300,000
เงินได้สุทธิ 1,310,000
ภาษีตามขั้นบันได 192,500
หัก เครดิตภาษีเงินปันผล 250,000
หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 100,000
ได้ภาษีคืน 157,500
แล้วเงินเข้ากระเป๋าจริงเท่าไหร่?
รายการ จำนวน (บาท)
--- ---
เงินเดือนทั้งปี หัก ประกันสังคม 349,500
เงินปันผลที่ได้รับจริง (หลังถูกหัก ณ ที่จ่าย 10%) 900,000
บวก ภาษีที่ได้คืนตอนยื่นแบบ 157,500
เงินเข้ากระเป๋าจริงทั้งปี 1,407,000
แต่ดูให้ลึกกว่านั้น เงินมาคนละจังหวะกัน
เงินสดสม่ำเสมอต่อเดือน เงินก้อนปีละครั้ง
--- --- ---
เคส A 94,333 ไม่มี
เคส B 29,125 1,057,500
นี่คือหัวใจของเรื่อง เคส B ได้เงินรวมทั้งปีมากกว่าเคส A ถึง 275,000 บาท แต่ระหว่างปีมีเงินใช้เดือนละแค่ 29,000 บาทเท่านั้น
ถ้าคุณผ่อนบ้าน 30,000 ผ่อนรถ 15,000 มีลูก 3 คน โครงสร้างแบบเคส B จะทำให้คุณลำบากทั้งปี แล้วรวยแค่เดือนเดียว
และเงินก้อนนั้นก็ไม่ได้การันตี เพราะบริษัทจะจ่ายปันผลได้ต่อเมื่อมีกำไรสะสมเพียงพอและที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ ปีไหนกำไรไม่ดีหรือต้องเก็บเงินไว้ลงทุน ก็อาจไม่มีปันผล
ต้องระวัง เครดิตภาษีเงินปันผลไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี
- ใช้ได้เฉพาะปันผลจากกำไรที่เสียภาษีนิติบุคคลในอัตราปกติ ถ้าบริษัทใช้สิทธิ SME อัตราลด หรือได้รับยกเว้นภาษี เครดิตจะน้อยลงหรือไม่มีเลย
- เมื่อเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณแล้ว ต้องนำมารวมทุกรายการในปีนั้น เลือกเฉพาะรายการที่ได้ประโยชน์ไม่ได้
- ถ้ารายได้รวมสูงจนอยู่ในฐานภาษี 30-35% การนำมารวมอาจทำให้เสียภาษีเพิ่ม ไม่ใช่ได้คืน
เทียบให้เห็นชัด
เคส A เคส B
--- --- ---
รายได้บริษัท 20 ล้าน 100 ล้าน
เงินเดือนเจ้าของ 100,000 ต่อเดือน 30,000 ต่อเดือน
กระแสเงินสดรายเดือน สูง แน่นอน ต่ำ
ผลทางภาษีส่วนตัว จ่าย 57,500 ได้คืน 157,500
เงินเข้ากระเป๋าทั้งปี 1,132,000 1,407,000
เหมาะกับใคร มีภาระผ่อนประจำ ไม่มีภาระหนัก หรือมีรายได้ทางอื่น
ทั้งสองเคสวางแผนถูกต้อง ไม่มีใครผิด เพราะเป้าหมายต่างกัน
จุดที่เปลี่ยนเกมได้จริง คือค่าลดหย่อน
หลักการง่ายมาก ยิ่งมีรายการลดหย่อนมาก เงินได้สุทธิยิ่งน้อย ภาษีที่ต้องจ่ายยิ่งลดลง
เคส A ที่มีลดหย่อน 400,000 บาท จ่ายภาษี 57,500 บาท แต่ถ้าคนเดียวกันมีลดหย่อนแค่ 100,000 บาท จะต้องจ่ายภาษีประมาณ 115,000 บาท ต่างกันเกือบ 6 หมื่นบาทในปีเดียว
รายการลดหย่อนที่ใช้ได้ ปีภาษี 2569
กลุ่มพื้นฐาน ครอบครัว
รายการ สูงสุด (บาท)
--- ---
ส่วนตัว 60,000
คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 60,000
บุตร คนละ 30,000
บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป และเกิดตั้งแต่ปี 2561 คนละ 60,000
บิดามารดา อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 คนละ 30,000
ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ 60,000
ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร 60,000 ต่อครรภ์
กลุ่มประกัน กลุ่มที่ปรับได้เร็วที่สุด
รายการ สูงสุด (บาท)
--- ---
ประกันสังคม 10,500
ประกันชีวิต 100,000
ประกันสุขภาพตนเอง 25,000 นับรวมอยู่ในเพดาน 100,000
ประกันสุขภาพบิดามารดาของตนเองและคู่สมรส 15,000
ประกันชีวิตคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 10,000
กลุ่มการออมเพื่อเกษียณ ทุกรายการรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท
รายการ สูงสุด (บาท)
--- ---
ประกันชีวิตแบบบำนาญ 15% ของรายได้ และไม่เกิน 200,000
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ PVD 15% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000
RMF 30% ของรายได้ และไม่เกิน 500,000
กบข. 500,000
กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน 500,000
กอช. 30,000
กลุ่มกองทุน Thai ESG แยกเพดานจากกลุ่มเกษียณ
รายการ สูงสุด (บาท)
--- ---
TESG และ TESGX เงินลงทุนใหม่ 30% ของรายได้ และไม่เกิน 300,000
TESGX ที่ย้ายมาจาก LTF เมื่อปี 2568 และมูลค่าเกิน 300,000 50,000 ต่อปี ในช่วงปี 2569 ถึง 2572
กลุ่มบริจาค
รายการ เงื่อนไข
--- ---
บริจาคทั่วไป ต้องเป็น e-Donation เท่านั้น และไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
บริจาคสถานพยาบาลของทางราชการ หักได้ 2 เท่า
บริจาคพรรคการเมือง 10,000
กลุ่มอื่นๆ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รายการ สูงสุด (บาท)
--- ---
ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน 100,000
ค่าติดตั้ง Solar rooftop 200,000
ลงทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม 100,000
ค่าซื้องานศิลปะ 100,000
ค่าติดตั้งกล้องวงจรปิดในเขตพัฒนาพิเศษ สำหรับผู้มีเงินได้ 40(5)(6)(7)(8) ตามจริง
ค่าลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับผู้มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) หักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า
3 ข้อควรจำที่คนพลาดบ่อย
- ซื้อไม่ทันปี เท่ากับใช้ไม่ได้ ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและกองทุนต้องจ่ายภายใน 31 ธันวาคมของปีภาษีนั้น จ่ายวันที่ 1 มกราคม นับเป็นปีถัดไป
- เพดานรวม 500,000 ของกลุ่มเกษียณ หลายคนซื้อ RMF เต็ม 500,000 แล้วซื้อประกันบำนาญเพิ่มอีก 200,000 คิดว่าได้ทั้งคู่ ความจริงคือส่วนเกินใช้ไม่ได้
- บริจาคต้องผ่านระบบ e-Donation ใบเสร็จกระดาษอย่างเดียวใช้ลดหย่อนไม่ได้แล้ว
3 ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด
1. ดึงเงินออกจากบริษัทโดยไม่มีเอกสารรองรับ
อาการคือโอนเงินจากบัญชีบริษัทเข้าบัญชีตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ได้ตั้งเป็นเงินเดือน ไม่ได้ทำเป็นเงินกู้กรรมการ ผลที่ตามมาคือบัญชีจะขึ้นเป็นเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการค้างสะสม ซึ่งเป็นรายการที่สรรพากรจับตา และอาจถูกประเมินเป็นเงินได้ของกรรมการย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
2. ตั้งเงินเดือนต่ำเกินจริง ทั้งที่ทำงานเต็มเวลา
เจ้าของที่ลงแรงเต็มที่แต่รับเงินเดือน 15,000 บาท เพื่อเลี่ยงภาษีบุคคล โครงสร้างแบบนี้ดูไม่สมเหตุสมผล ทำให้เสียโอกาสใช้ค่าลดหย่อนที่มีอยู่ และกู้ธนาคารยากขึ้นด้วย
3. ไม่เคยคำนวณเปรียบเทียบเลย
หลายคนใช้ตัวเลขเดิมมา 5 ปี ทั้งที่ภาระชีวิตเปลี่ยน ลูกเกิดเพิ่ม เริ่มผ่อนบ้าน พ่อแม่อายุครบ 60 ทุกเหตุการณ์เหล่านี้เพิ่มค่าลดหย่อน และควรทบทวนโครงสร้างใหม่
แล้วคุณควรวางแบบไหน?
ลองตอบ 3 คำถามนี้กับตัวเอง
- เดือนหนึ่งคุณต้องใช้เงินส่วนตัวเท่าไหร่จริงๆ เงินเดือนควรครอบคลุมตรงนี้ได้อย่างสบาย
- คุณมีค่าลดหย่อนอะไรอยู่แล้วบ้าง รวมได้เท่าไหร่ และยังมีช่องว่างเติมได้อีกไหม
- ปีที่ผ่านมา คุณเคยโอนเงินจากบริษัทเข้าบัญชีตัวเองโดยไม่มีเอกสารไหม ถ้าเคย ควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนปิดงบ
ถ้าตอบข้อไหนไม่ได้ หรือตอบแล้วรู้สึกไม่มั่นใจ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาคำนวณจริงจังแล้ว
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- เงินเดือนกรรมการเท่าไรถึงเหมาะ วางให้ประหยัดภาษีทั้งบริษัทและตัวเอง
- เงินเดือน vs เงินปันผล คำนวณเปรียบเทียบแบบละเอียด
- โบนัส หรือ เงินปันผล แบบไหนคุ้มกว่า
- ภาษีบุคคลของกรรมการ ต้องดูอะไรบ้าง
- รวมค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา ฉบับเจ้าของกิจการ
- ประกันบำนาญ กับ RMF เลือกอะไรดี
- คู่มือวางแผนภาษีธุรกิจ ฉบับรวมทุกเรื่อง
คำถามที่พบบ่อย
เงินเดือนเจ้าของบริษัทตั้งเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัยจากการถูกตรวจสอบ
ไม่มีตัวเลขตายตัว หลักคือต้องสมเหตุสมผลกับหน้าที่และผลงานจริง เจ้าของที่ทำงานเต็มเวลาและเป็นคนหลักในการสร้างรายได้ ตั้งเงินเดือนระดับผู้บริหารในธุรกิจเดียวกันได้ สิ่งที่เสี่ยงคือตั้งสูงผิดปกติโดยไม่ได้ทำงานจริง หรือตั้งแล้วไม่จ่ายจริงตามที่บันทึก
รับเงินปันผลอย่างเดียวโดยไม่รับเงินเดือนเลยได้ไหม
ทำได้ แต่ควรพิจารณาผลข้างเคียง คือไม่มีเอกสารรายได้ประจำสำหรับยื่นกู้ ไม่ได้สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 และเสียโอกาสใช้ค่าลดหย่อนบางรายการที่ผูกกับเงินเดือน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เงินปันผลต้องนำมารวมคำนวณภาษีเสมอไหม
ไม่ต้อง เลือกได้ 2 ทาง คือให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วจบ หรือนำมารวมคำนวณเพื่อใช้เครดิตภาษีเงินปันผล ทางหลังจะได้เปรียบเมื่อฐานภาษีของคุณต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทเสียไป แต่ถ้าเลือกนำมารวม ต้องรวมทุกรายการในปีนั้น
ซื้อประกันหรือกองทุนช่วยลดภาษีได้จริงเท่าไหร่
ลดได้เท่ากับเบี้ยที่ใช้ลดหย่อน คูณ อัตราภาษีขั้นสูงสุดของคุณ เช่น อยู่ฐาน 20% ซื้อประกันบำนาญ 200,000 บาท จะประหยัดภาษีราว 40,000 บาท แต่ต้องดูสภาพคล่องด้วย เพราะเงินก้อนนั้นถูกผูกไว้ตามเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์ และถ้าผิดเงื่อนไขอาจต้องคืนภาษีที่เคยได้ลดหย่อนไป
ปีนี้ยังทันวางแผนไหม ถ้าใกล้สิ้นปีแล้ว
ทันสำหรับค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและกองทุน ซึ่งจ่ายได้ถึง 31 ธันวาคมของปีภาษีนั้น แต่โครงสร้างเงินเดือนต้องวางตั้งแต่ต้นปีและจ่ายจริงทุกเดือน ย้อนหลังไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะปรับโครงสร้าง ควรเริ่มคุยก่อนขึ้นปีบัญชีใหม่
สรุป
- โครงสร้างค่าตอบแทนที่ดี ไม่ใช่โครงสร้างที่เสียภาษีน้อยที่สุด แต่คือโครงสร้างที่ตรงกับชีวิตจริงของคุณ และตรวจสอบย้อนหลังได้
- ยิ่งใช้สิทธิลดหย่อนครบ ภาษีที่ต้องจ่ายยิ่งลดลง และคนส่วนใหญ่ใช้ไม่ครบ เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง
- เงินปันผลมีเครดิตภาษีที่อาจทำให้ได้เงินคืน แต่มีเงื่อนไข ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจ
- สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การเสียภาษีมาก แต่คือการดึงเงินออกจากบริษัทโดยไม่มีเอกสาร แล้วมารู้ตัวตอนถูกประเมินย้อนหลัง
อยากรู้ว่าเคสของคุณควรวางแบบไหน? ทักมาคุยกันได้เลย เราคำนวณเปรียบเทียบให้ดูเป็นตัวเลขจริง ทั้งแบบเน้นเงินเดือน แบบเน้นปันผล และแบบผสม พร้อมดูว่าคุณยังมีช่องลดหย่อนเหลือเท่าไหร่ ปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย
หมายเหตุ ตัวเลขในบทความเป็นการคำนวณตามสมมติฐานที่ระบุไว้ในแต่ละเคส เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบ ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับข้อมูลเฉพาะของแต่ละบุคคลและอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทเสียจริง รายการค่าลดหย่อนอ้างอิงปีภาษี 2569 ซึ่งอาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมระหว่างปี ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทุกครั้ง