หัก ณ ที่จ่ายสำหรับธุรกิจออนไลน์ ทำยังไง?
อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าบริการต่างๆ ที่ผู้ขายออนไลน์ต้องรู้
ธุรกิจออนไลน์มักมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย มินนี่จะสรุปให้ครบค่ะ
หลักการหัก ณ ที่จ่าย
ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีจากผู้รับเงิน แล้วนำส่งกรมสรรพากร พร้อมออกหนังสือรับรองให้ผู้รับ
เงื่อนไข: ผู้จ่ายต้องเป็นนิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วน) จึงมีหน้าที่หัก
อัตราการหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย
ค่าบริการต่างๆ - 3%
- ค่าออกแบบเว็บไซต์
- ค่าจ้างทำคอนเทนต์
- ค่าที่ปรึกษา
- ค่าออกแบบโลโก้
ค่าโฆษณา - 2%
- ค่าโฆษณา Facebook/Google
- ค่าโฆษณาบนเว็บไซต์
- ค่าจ้าง Influencer (ถ้าเป็นบริการโฆษณา)
ค่าขนส่ง - 1%
- ค่าขนส่ง Kerry, Flash, J&T
- ค่าจ้างขนส่งสินค้า
ค่าเช่า - 5%
- ค่าเช่าพื้นที่ขายของออนไลน์
- ค่าเช่าโกดัง
ค่าจ้างวิชาชีพอิสระ - 3%
- ค่าทนายความ
- ค่าบัญชี
- ค่าออกแบบ
เอกสารที่ต้องทำ
1. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ออกให้ผู้รับเงิน 1 ฉบับ เก็บไว้เอง 1 ฉบับ
2. แบบ ภ.ง.ด.3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา)
ยื่นภายใน 7 วันของเดือนถัดไป
3. แบบ ภ.ง.ด.53 (กรณีจ่ายให้นิติบุคคล)
ยื่นภายใน 7 วันของเดือนถัดไป
ตัวอย่าง
กรณี: บริษัท A จ่ายค่าโฆษณา Facebook ให้บริษัท Meta (ประเทศไทย) 10,000 บาท
- หัก ณ ที่จ่าย 2% = 200 บาท
- จ่ายให้ Meta = 9,800 บาท
- นำส่งสรรพากร 200 บาท
- ออกหนังสือรับรองให้ Meta
- ยื่น ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 เดือนถัดไป
กรณี Facebook/Google ต่างประเทศ
ถ้าจ่ายให้บริษัทต่างประเทศ (ไม่มีสาขาในไทย) → ใช้ ภ.พ.36 หักนำส่ง VAT 7% แทน
ค่าปรับถ้าไม่หัก
- เบี้ยปรับ 100% ของภาษีที่ไม่ได้หัก
- เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน
- ค่าใช้จ่ายอาจถูกตัดออกตอนคำนวณภาษี
เคล็ดลับ
✅ ตั้งระบบในโปรแกรมบัญชีให้คำนวณอัตโนมัติ
✅ ยื่น ภ.ง.ด.3/53 ผ่านระบบออนไลน์ของสรรพากร
✅ ตรวจสอบประเภทค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องก่อนจ่าย
สรุป
การหัก ณ ที่จ่ายเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงิน ทำให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายถูกตัดและไม่โดนค่าปรับนะคะ
ติดต่อ Dework Accounting เพื่อรับคำปรึกษาด้านบัญชีและภาษี